Welding fundamentals and processes ตอนที่ 19
เอกสารอ้างอิง : Thomas J. Lienert. ASM handbook. Volume 06A welding fundamentals and
processes. ASM international handbook committee. Materials park. Ohio. USA. 2011.
นำเสนอโดย ผศ.สิทธิพงษ์ แสงอินทร์
Joint design. ชิ้นส่วนแต่ละส่วนของชิ้นงานจะมาประกบกันที่รอยต่อ (joint) และคำว่า การออกแบบรอยต่อ (joint design) มักจะเน้นถึงการออกแบบเพื่อให้รองรับข้อกำหนดด้านโครงสร้าง (structural requirements), เนื่องจากหน้าที่หลักของจุดต่อในหลาย ๆ กรณีคือการถ่ายแรง (transmit forces) หรือกระจายแรง (distribute forces) จากส่วนหนึ่งของชิ้นงานไปยังส่วนอื่น ๆ ในชุดประกอบ (assembly) รอยต่อในอุดมคติ (ideal joint) คือรอยต่อที่ถ่ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างชิ้นส่วนที่ต่อกันและถ่ายแรงกระจายไปทั่วทั้งชุดประกอบได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องเป็นไปตามข้อกำหนดทางด้านโครงสร้างทั้งหมด (meet all structural design requirements) และผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, การออกแบบหรือการเลือกรูปแบบรอยต่อ (joint type) ที่เหมาะสม จะขึ้นอยู่กับลักษณะของภาระงาน (service loading) เป็นหลัก ตัวอย่างเช่นในกรณีที่ชิ้นงานต้องรับภาระแบบ ความล้า (fatigue loading) นิยมใช้รอยต่อ butt joints มากกว่าแบบ tee, corner, lap, หรือ edge joints รอยต่อต้องถูกออกแบบเพื่อลดความเข้มข้นของความเค้น (stress concentration), เนื่องจากการเปลี่ยนรูปร่างอย่างเฉียบพลันของชิ้นส่วนใกล้รอยต่อ มักทำให้เกิด ความเข้มข้นของความเค้น (stress concentration) หรือผลกระทบลักษณะรอยบาก (notch effects) การออกแบบรูปร่างให้โค้งมน (smooth contours) และมีมุมมน (rounded corners) ช่วยลดผลกระทบจากความเข้มข้นของความเค้นได้ รายละเอียดเฉพาะของการออกแบบรอยต่อ เช่น ขนาด (size), ความยาว (length) และการจัดแนวสัมพัทธ์ (relative orientation) ของรอยต่อ ถูกกำหนดจากการคำนวณความเค้น (stress calculations) ซึ่งอ้างอิงจากการประเมินภาระงานที่ชิ้นส่วนต้องรับ (service loads), สมบัติของวัสดุ (properties of materials), สมบัติของหน้าตัด (properties of sections), และ ข้อกำหนดโครงสร้าง (structural design requirements) ที่เหมาะสม การออกแบบรอยต่อ (joint design) ยังอาจมีผลกระทบที่สำคัญต่อกระบวนการ (process) อีกด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น