วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

การเลือกใช้ Radiographic Testing (RT) ในงานเชื่อม

การเลือกใช้ Radiographic Testing (RT) ในงานเชื่อม


Radiographic Testing (RT) เป็นวิธีการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) ที่ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) หรือรังสีแกมมา (Gamma-ray) ในการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องภายในแนวเชื่อมและชิ้นงานโลหะ โดยสามารถตรวจจับฟองอากาศ (Porosity), รอยร้าว (Crack), การรวมตัวของตะกรัน (Slag Inclusion) และการเชื่อมไม่เต็มแนว (Lack of Fusion/Penetration) ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอกได้อย่างแม่นยำ การเลือกใช้ RT ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทของแนวเชื่อมและวัสดุ ความหนาของชิ้นงาน ข้อกำหนดของมาตรฐาน ความปลอดภัย และต้นทุน

RT เหมาะกับโลหะหลากหลายประเภท เช่น เหล็กกล้าคาร์บอน เหล็กกล้าไร้สนิม อลูมิเนียมผสมและไทเทเนียม ใช้ได้ดีกับแนวเชื่อม Butt Joint ที่ต้องการตรวจสอบความต่อเนื่องภายในชิ้นงาน สำหรับความหนาของวัสดุ รังสีเอกซ์ (X-ray) เหมาะสำหรับวัสดุบางถึงปานกลาง (≤ 50 มิลลิเมตร) ขณะที่รังสีแกมมา (Gamma-ray) เช่น Ir-192 หรือ Co-60 เหมาะกับวัสดุที่หนากว่า (> 50 มิลลิเมตร) RT มักถูกกำหนดให้ใช้ตามมาตรฐานสากล เช่น ASME Section V, AWS D1.1 และ API 1104 ซึ่งควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ท่อส่งน้ำมัน ถังความดันและโครงสร้างสะพาน

อย่างไรก็ตาม การใช้ RT ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เนื่องจากเป็นการใช้รังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงต้องมีมาตรการป้องกันตามกฎหมายรังสีวิทยา เช่น IAEA และ ANSI N43 นอกจากนี้ RT ยังต้องใช้เวลานานกว่าการตรวจสอบแบบอื่น เช่น Ultrasonic Testing (UT) ที่สามารถตรวจสอบแนวเชื่อมได้โดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม และสามารถเข้าถึงชิ้นงานจากด้านเดียวได้ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ ค่าใช้จ่ายของ RT ค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะทาง

RT ถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการผลิตท่อและถังแรงดัน ตลอดจนงานโครงสร้างสะพานและอาคารสูง ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศก็มีการใช้ RT เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแนวเชื่อมที่ต้องการมาตรฐานสูงสุด ผลลัพธ์จาก RT ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน เช่น ASTM E1815 ซึ่งกำหนดคุณภาพของฟิล์มให้มีความไวสูงและสามารถแสดงความไม่ต่อเนื่องในระดับไมครอนได้อย่างชัดเจน

นอกจากข้อกำหนดของมาตรฐานแล้ว การเลือกใช้ RT ยังต้องพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียเมื่อเทียบกับเทคนิคอื่น เช่น UT RT มีข้อได้เปรียบในแง่ของการให้ภาพที่ละเอียด สามารถตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องได้หลายประเภทในครั้งเดียว ขณะที่ UT เหมาะกับการตรวจสอบชิ้นงานหนาโดยไม่ต้องเข้าถึงทั้งสองด้าน และมีความปลอดภัยมากกว่า อย่างไรก็ตาม RT ยังคงเป็นที่นิยมเนื่องจากสามารถบันทึกผลลัพธ์ในรูปแบบฟิล์มหรือดิจิทัลเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบย้อนหลังได้

มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ RT ในงานแนวเชื่อม ได้แก่ ASME Section V ที่ใช้สำหรับงานท่อและถังแรงดัน AWS D1.1 สำหรับงานโครงสร้างเหล็ก API 1104 สำหรับท่อส่งน้ำมันและก๊าซ และ ISO 17636 ที่กำหนดข้อกำหนดของ RT สำหรับงานแนวเชื่อมโลหะโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ RT เป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมหนักและโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

เอกสารอ้างอิง
1. American Society of Mechanical Engineers (ASME). (2021). ASME Boiler and Pressure Vessel Code, Section V: Nondestructive Examination. ASME International.
2. American Welding Society (AWS). (2020). AWS D1.1/D1.1M:2020 - Structural Welding Code – Steel. Miami, FL: AWS.
3. American Petroleum Institute (API). (2021). API 1104: Welding of Pipelines and Related Facilities, 22nd Edition. Washington, DC: API.
5. International Organization for Standardization (ISO). (2013). ISO 17636-1:2013 - Non-destructive testing of welds – Radiographic testing – Part 1: X- and gamma-ray techniques with film. Geneva, Switzerland: ISO.
6. ASTM International. (2018). ASTM E1815-18: Standard Test Method for Classification of Film Systems for Industrial Radiography. West Conshohocken, PA: ASTM.
7. Hellier, C. (2013). Handbook of Nondestructive Evaluation (3rd ed.). New York, NY: McGraw-Hill Education.
8. Raj, B., Jayakumar, T., & Thavasimuthu, M. (2002). Practical Non-Destructive Testing (3rd ed.). New Delhi, India: Woodhead Publishing.
9. American Society for Nondestructive Testing (ASNT). (2015). Radiographic Testing Training Handbook. Columbus, OH: ASNT.  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น