วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อกำหนดด้านอุณหภูมิในการตรวจสอบแบบไม่ทำลายตามข้อกำหนดสากล

 ข้อกำหนดด้านอุณหภูมิในการตรวจสอบแบบไม่ทำลายตามข้อกำหนดสากล




การตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing: NDT) ในงานเชื่อมเป็นกระบวนการสำคัญที่ใช้ในการประเมินความสมบูรณ์ของแนวเชื่อมและตรวจหาข้อบกพร่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้าง โดยแต่ละวิธีการตรวจสอบมีข้อกำหนดด้านอุณหภูมิที่ต้องคำนึงถึงเพื่อให้ผลลัพธ์การตรวจสอบมีความแม่นยำและเชื่อถือได้ ตามข้อกำหนดสากล เช่น ASME Section V, ASTM E165, ASTM E709, AWS D1.1, ISO 17635 และ API 1104 มีการระบุขอบเขตของอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับแต่ละวิธีการตรวจสอบ

การตรวจสอบด้วยภาพถ่ายรังสี (Radiographic Testing: RT) ข้อกำหนดด้านอุณหภูมิในการตรวจสอบแนวเชื่อมด้วยรังสีมักอยู่ในช่วง 10°C ถึง 50°C ตามมาตรฐาน ASME Section V และ ISO 17636 หากอุณหภูมิของชิ้นงานสูงกว่าช่วงดังกล่าว อาจต้องใช้ฟิล์มเฉพาะงาน

การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing: MT) การตรวจสอบด้วยวิธี MT มีข้อกำหนดว่าอุณหภูมิของชิ้นงานไม่ควรเกิน 260°C ตามข้อกำหนด ASTM E709 และ ISO 9934-1 เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงอาจลดความสามารถในการก่อตัวของอนุภาคแม่เหล็กและทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพลดลง

การตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม (Liquid Penetrant Testing: PT) ตามข้อกำหนด ASTM E165 และ ISO 3452-1 อุณหภูมิของชิ้นงานควรอยู่ระหว่าง 5°C ถึง 50°C เพื่อให้สารแทรกซึมสามารถซึมเข้าไปในข้อบกพร่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากอุณหภูมิสูงกว่า 50°C จำเป็นต้องใช้สารแทรกซึมเฉพาะที่ทนความร้อนสูงได้

การตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Testing: UT) การตรวจสอบด้วย UT มีขอบเขตอุณหภูมิที่กว้างกว่าเทคนิคอื่น โดยอาจอยู่ในช่วง -20°C ถึง 200°C ตามข้อกำหนดของ ASME Section V และ ISO 16810 แต่หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ อาจต้องใช้หัววัด (Probe) ที่ทนความร้อนได้สูง

การตรวจสอบด้วยกระแสไหลวน (Eddy Current Testing: ET) กระบวนการ ET ถูกนำมาใช้เป็นพิเศษในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับท่อและเครื่องบิน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมในการตรวจสอบมักอยู่ระหว่าง 0°C ถึง 50°C ตามข้อกำหนด ISO 15548-1 หากอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่านี้ อาจต้องมีการปรับค่าความถี่ของกระแสไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อสัญญาณที่ตรวจจับ

การตรวจสอบด้วยเทอร์โมกราฟีอินฟราเรด (Infrared Thermography Testing: IRT) เทคนิคนี้สามารถใช้ได้ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ -40°C ถึง 1000°C ตามมาตรฐาน ASTM E1934 และ ISO 18434-1 ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้องและเซ็นเซอร์ที่ใช้ โดยวิธีนี้นิยมใช้ในการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องที่ผิวของวัสดุโดยไม่ต้องสัมผัสกับชิ้นงาน

จากข้อกำหนดข้างต้น การเลือกวิธีการตรวจสอบ NDT ควรพิจารณาตามเงื่อนไขของอุณหภูมิการทำงานของชิ้นงานและข้อกำหนดของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมการบิน เพื่อให้แน่ใจว่าการตรวจสอบให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ปลอดภัยและเชื่อถือได้

เอกสารอ้างอิง

1.American Society of Mechanical Engineers (ASME). (2020). Boiler and Pressure Vessel Code, Section V: Nondestructive Examination. ASME.

2.American Welding Society (AWS). (2020). AWS D1.1 Structural Welding Code—Steel. Miami, FL: AWS.

3.ASTM International. (2019). E165 Standard Practice for Liquid Penetrant Examination. ASTM International.

4.ASTM International. (2020). E709 Standard Guide for Magnetic Particle Testing. ASTM International.

5.International Organization for Standardization (ISO). (2019). ISO 17636-1: Non-destructive testing of welds—Radiographic testing. Geneva: ISO.

6.International Organization for Standardization (ISO). (2017). ISO 3452-1: Non-destructive testing—Penetrant testing. Geneva: ISO.

7.International Organization for Standardization (ISO). (2015). ISO 9934-1: Non-destructive testing—Magnetic particle testing. Geneva: ISO.

8.International Organization for Standardization (ISO). (2016). ISO 16810: Non-destructive testing—Ultrasonic testing. Geneva: ISO.

9.International Organization for Standardization (ISO). (2018). ISO 18434-1: Condition monitoring and diagnostics of machines—Infrared thermography. Geneva: ISO.

10.International Organization for Standardization (ISO). (2017). ISO 15548-1: Non-destructive testing—Eddy current testing. Geneva: ISO. 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น